วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550





วันนี้เป็นวันพ่อล่ะ 5 ธันวาคมแว้ว ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ใกล้สิ้นปีกัล ใกล้สอบด้วย เอออ 26 ธันวา น่ะสิน่ะ อืม เอามาฝาก
ประสบการณ์ดีๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงรับสั่งให้กำลังใจในการทำงาน องคมนตรีสุเมท ท่านได้เล่าให้ฟังว่า “ตอนนั้นผมกำลังทำงานอยู่ในสภาพจิตใจที่แย่มาก มันไม่มีกำลังใจจะทำอะไร ท้อแท้กับงานมาก ไม่มีใครเข้าใจ เหมือนทำดีแต่ไม่ได้ดี”
ในหลวงท่านทรงเสด็จมาพอดี และท่านได้เห็นสีหน้าผมไม่สู้จะดี ท่านได้สอบถามจนได้ความว่าผมกำลังท้อแท้กับงาน ท่านจึงตั้งคำถามและรับสั่งว่า “ท่านสุเมธเคยขายเศษเหล็กไหม เศษเหล็กเหล่านั้น เวลาขาย คุณค่ามันต่ำมาก คงได้เงินมาไม่กี่บาท แล้วถ้าเราเอาเศษเหล็กเหล่านั้นมาหลอมรวมกันเป็นแท่ง เวลาหลอมนี่ เหล็กมันคงรู้สึกร้อนมาก พอหลอมเสร็จเรานำมาทำเป็นดาบ คงต้องนำมาตีให้แบนอีก เวลาตีก็ต้องคอยเอาไปเผาด้วย ต้องตีไป เผาไป อยู่หลายรอบกว่าจะเป็นรูปเป็นร่างอย่างที่เราต้องการ ต้องผ่านความเจ็บปวด ความร้อนอยู่นาน แถมเมื่อเสร็จแล้วถ้าจะให้สวยงามดังใจก็ต้องนำไปแกะสลักลวดลาย เวลาที่แกะลวดลายก็คงต้องใช้ของแข็งมีคมมาตีให้เป็นลวดลาย แต่เมื่อเสร็จเป็นดาบที่งดงามก็จะมีคุณค่าที่สูงมาก เทียบกับเศษเหล็กคงจะต่างกันลิบลับ จะเห็นได้ว่ากว่าที่เศษเหล็กไม่มีคุณค่ามากนักจะกลายเป็นดาบอันงดงามนั้น ต้องผ่านอุปสรรคมามากมาย ทั้งความเจ็บปวดต่างๆ กว่าจะประสบความสำเร็จ ดังนั้น ขอให้จำไว้อย่างหนึ่งว่า ใครไม่เคยถูกตี ถูกทุบ เจอเรื่องเลวร้ายในชีวิตมาเลยนั้น จงอย่าได้หาญคิดทำการใหญ่”

ของขวัญจากในหลวง
1. อย่าทำลายความหวังของใคร ... เพราะอาจเหลืออยู่แค่นั้น...
2. รู้จักฟังให้ดี...โอกาสทองบางทีมันก็มาถึงแบบแว่วๆ เท่านั้น...
3. จะคิดการใด...จงคิดการให้ใหญ่เข้าไว้ แต่เติมความสนุกสนานลงไปด้วยเล็กน้อย...
4. หัดทำสิ่งดีๆ ให้กับผู้อื่นจนเป็นนิสัยโดยไม่จำเป็นต้องให้เขารับรู้...
5. จำไว้ว่าข่าวทุกชนิดถูกบิดเบือนมาแล้วทั้งนั้น...
6. ใครจะวิจารณ์อย่างไรก็ช่าง...ไม่ต้องเสียเวลาโต้ตอบ...
7. ให้โอกาสผู้อื่นเป็นครั้งที่ “2” แต่อย่าให้ถึง “3” ...
8. เราไม่ได้ต่อสู้กับ คนโหดร้าย แต่เราต่อสู้กับความโหดร้ายในตัวคน ...
9. เมื่อมีใครสวมกอดคุณ ... ให้เขาเป็นฝ่ายปล่อยก่อน
10. อย่างไปหวังเลยว่าชีวิตนี้จะมีความยุติธรรม ...
11. ประเมินตัวเองด้วยมาตรฐานของตัวเองไม่ใช่มาตรฐานของคนอื่น...
12. คงไว้ซึ่งความเป็น คนเปิดเผย อ่อนโยน และอยากรู้อยากเห็น ...
13.ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้ายเพียงใด สุขุมเยือกเย็นเข้าไว้...
14. อย่าวิจารณ์นายจ้าง...ถ้าทำงานกับเขาแล้วไม่มีความสุขก็ลาออกซะ...
15. คำนึงถึงการมีชีวิต “กว้างขวาง” มากกว่าการมีชีวิต “ยืนยาว”

เมนูดีๆๆ


Tartare de saumon sauce au thé Temps de préparation :15 minutes
Ingrédients pour 4 personnes :
250 g de saumon, 3 oignons nouveaux, 1 botte de cibouletteSauce : 25 cl de crème fleurette, 2 sachets de thé Lipton Earl Grey, Sel, poivre
• Enlever la peau des pavés de saumons et les couper en dés, puis ajouter les oignons finement émincés. Mettre au frais.• Faire chauffer la crème à feu doux.• Quand elle est chaude, ajouter les sachets de thé Lipton Earl Grey et les faire infuser dans la crème, puis saler et poivrer. Au moment de servir ajouter au saumon la sauce et la ciboulette ciselée.• Astuce : Cette préparation est délicieuse dégustée avec des toasts grillés.


Salade de crabe et d’avocat sur une fine tartelette Préparation :10 minutesCuisson : 15 minutes
Ingrédients pour 4 personnes :
360 g de chair de crabe, 1 avocat, 1 mini concombre, 1/2 pomme verte, 2 c. à café d’oignon haché, 2 c. à soupe de Ketchup plaisir + Amora, 2 c. à soupe de Mayonnaise Amora, 2 c. à soupe de crème liquide, 1 jus d’un citron vert, Sel, Poivre, 1/2 d’une pâte brisée étalée
• Prélever de la pâte brisée, 4 disques de 8 cm de diamètre, à l’aide d’un cercle et faire cuire au four, th.6 (180°) 10 à 15 minutes. Réserver.
• Pour la salade, couper l’avocat, le mini concombre et la pomme verte en petits dés, et mélanger.
• Incorporer délicatement le crabe et l’oignon haché, puis ajouter le Ketchup Plaisir + Amora, la mayonnaise, la crème liquide et le jus de citron vert. Rectifier l’assaisonnement avec du sel et du poivre. Mettre au frais.
• Au moment de servir, disposer le disque sur une assiette et y poser la salade en dessus.• Astuce : Pour une préparation un peu plus relevée, vous pouvez ajouter quelques gouttes de Tabasco.





Cailles farcies aux fruits secs Temps depréparation :15 minutesTemps de cuisson :20 minutes

Ingrédients pour 4 personnes :
4 cailles, 150 g de fruits secs, (amandes, raisins, abricots, noix de Cajou), 3 c. à soupe d'oignons émincés à l'huile d’olive Knorr, 1 c. à soupe de vinaigre balsamique, 1 c. à soupe de miel, 1/2 c. à café de cannelle, 20 g de beurre, 4 fines tranches de lard fumé, 5 cl d'eau, Sel, Poivre du moulin
• Faire tremper les fruits secs dans un bol en ajoutant le vinaigre, le miel, les oignons émincés à l’huile d’olive Knorr, la cannelle et 5 cl d'eau tiède. Saler, poivrer au moulin et laisser mariner 1 heure à température ambiante.
• Préchauffer le four à 210°.
• Saler et poivrer l'intérieur des cailles puis les farcir avec le mélange de fruits secs. Attacher les 2 cuisses au croupion avec une ficelle de cuisine, puis enrouler et ficeler chaque caille d'une fine tranche de lard fumé.• Déposer les cailles dans un petit plat en terre, saler, poivrer, ajouter une noisette de beurre sur chacune et enfourner 20 minutes. Quand les cailles sont bien dorées, les servir sans attendre avec une fine semoule au safran et le restant des fruits secs revenus 30 secondes à la poêle.







Glace au thé vert Tchaé, tuiles au gingembre Temps depréparation :20 minutesTemps de cuisson :25 minutes
Ingrédients pour 4 personnes :
10 sachets de thé vert Tchaé de Lipton, 60 cl de lait,5 jaunes d'oeufs, 200 g de sucre semoule, 25 cl de crème liquide, 40 g de beurre, 50 g d'amandes émondées, 1 c. à soupe de fleur de maïs Maïzena, 10 g de gingembre confit
Préparer la glace :
Faire chauffer 60 cl de lait dans une casserole à feux doux. Ajouter les sachets de thé vert Tchaé de Lipton et laisser infuser 15 min. Pendant ce temps, battre les jaunes d'œufs et 150 g de sucre dans une jatte jusqu'à ce que le mélange blanchisse. Retirer les sachets de thé en les pressant bien pour recueillir le maximum de lait aromatisé. Verser le lait chaud dans la jatte, remettre le tout dans la casserole et laisser cuire à feu très doux sans cesser de remuer avec une cuillère en bois, jusqu'à ce que la crème épaississe légèrement. Quand la crème est cuite, la retirer du feu et ajouter 20 cl de crème liquide. Laisser refroidir puis verser la crème dans la sorbetière ou dans un petit plat creux. Placer ce plat au congélateur.
Préparer les tuiles :
Préchauffer le four à 150°.Hacher finement les amandes et le gingembre confit.
Faire fondre 40 g de beurre dans une casserole sans le laisser colorer. Retirer du feu et ajouter 50 g de sucre, 3 cl de crème liquide, la fleur de maïs Maïzena, les amandes et le gingembre confit. Mélanger le tout à l'aide d'une cuillère en bois. Faire des petits tas circulaires à partir de la pâte sur une plaque à pâtisserie en les espaçant pour qu’ils ne collent pas entre eux. Faire cuire 12 min environ jusqu’à ce que les tuiles soient bien dorées. Les laisser refroidir 2 min puis les décoller avec une spatule.Astuce : Servir les boules de glace avec les tuiles, saupoudrer d'une pincée de thé et de quelques feuilles d'or comestibles pour la décoration.

วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2550


"9 เทคนิค ฝึกสมองไบรท์ "
โดย วนิษา เรซ ผู้วชาญด้านอัจฉริยภาพจาก ม.ฮาร์วาร์ดผู้หญิงสมัยนี้ อยากสวย ฉลาด และสุขภาพดี ทุกคนจึงพากันดูแลรูปร่าง ด้วยการออกกำลังกาย เคร่งครัด เรื่องอาหารการกิน แต่ไม่เคยมีใครสนใจว่าจะดูแลสมองอย่างไรให้มีสุขภาพดี ทั้งที่สมอง เป็นอวัยวะที่ตัดสินใจทุกเรื่องของชีวิต เราจึงควรเอกเซอร์ไซส์สมองให้ไบรท์ด้วยเทคนิคง่าย ๆ ต่อไปนี้
1. จิบน้ำบ่อย ๆ (Drink water very often) สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เ่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเ่ยว ซึ่งส่ง ผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ
2. กินไขมันดี (Enjoy good Omega 3) คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วยปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที (Meditation 12 min a day) หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุดๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน
4. ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention) การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิด ขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ (Laugh and Smile) ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้น ให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday) สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็น โดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และ สร้างสรรค์ ไปเรื่อยๆเมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress) ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง
8. เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things inlife every day) ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
9. ฝึกหายใจลึก ๆ (Deep breath) สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยาย ใหญ่ สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 %การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม
ที่มาhttp://fwmail.teenee.com/

+Borloo nouveau numéro 2 d'un gouvernement Fillon complété
19/06/2007 12h14
Jean-Louis Borloo, le 13 juin 2007 à Paris©AFP/Archives - Thomas Coex
PARIS (AFP) - Jean-Louis Borloo prend les rênes du ministère de l'Ecologie avec rang de ministre d'Etat et a été remplacé à l'Economie par Christine Lagarde dans le gouvernement Fillon 2, qui a été annoncé mardi par le secrétaire général de l'Elysée Claude Guéant.
Locataire de Bercy depuis le 18 mai, Jean-Louis Borloo succède à Alain Juppé, qui a démissionné après avoir été battu aux législatives, comme numéro 2 du gouvernement chargé de l'Ecologie, du développement et de l'aménagement durables.
La plupart des ministres du gouvernement Fillon 1 sont reconduits. Treize nouveaux visages font leur entrée dont douze secrétaires d'Etat, parmi lesquels Bernard Laporte, entraîneur de l'équipe de France de rugby devant entrer au gouvernement après la coupe du Monde prévue en octobre.
Signes de la volonté affichée de Nicolas Sarkozy de poursuivre l'ouverture au centre, à gauche et à des représentants de la diversité, la nomination de la fondatrice de "Ni putes ni soumises" Fadela Amara (Politique de la ville) et de la jeune UMP Rama Yade (Droits de l'Homme).
Le Premier ministre François Fillon quitte l'Elysée le 19 juin 2007©AFP - Olivier Laban-Mattei
Après Bernard Kouchner, le sénateur-maire socialiste de Mulhouse Jean-Marie Bockel a franchi le pas en rejoignant le gouvernement Fillon comme secrétaire d'Etat à la coopération et à la francophonie.
Le seul nouveau ministre désigné est Michel Barnier à l'Agriculture et la Pêche où il succède à Mme Lagarde.
Michèle Alliot-Marie, confirmée à l'Intérieur, devient numéro 3 du gouvernement.
Au total, l'équipe nommée deux jours après les législatives, compte en plus du Premier ministre 15 ministres dont 7 femmes, 16 secrétaires d'Etat dont 4 femmes. Martin Hirsch est reconduit comme haut commissaire aux solidarités actives contre la pauvretés.
Christine Lagarde, nouvelle ministre de l'Economie et des Finances, à Bordeaux le 18 juin 2007©AFP/Archives
Un mois tout juste après son retour au gouvernement, M. Juppé a dû renoncer à son portefeuille après sa défaite aux législatives à Bordeaux, une règle fixée par le Premier ministre François Fillon pendant la campagne.
A 51 ans, Christine Lagarde, qui était ministre de l'Agriculture et de la Pêche, rejoint le ministère de l'Economie et des Finances.
Laurent Wauquiez, jeune député UMP, devient porte-parole à la place de Christine Albanel.
La composition du gouvernement Fillon II. Durée: 1mn53©AFPTV
Jean-Louis Borloo avait défloré la nouvelle de sa nomination en confiant au quotidien Le Parisien/Aujourd'hui en France qu'"une offre comme cela, cela ne se refuse pas".
Co-président du Parti radical, associé à l'UMP, Jean-Louis Borloo, 56 ans, fut l'un des fondateurs de Génération Ecologie, avec Brice Lalonde en 1990.
Outre Michèle Alliot-Marie, ont été ainsi reconduits Bernard Kouchner (Affaires étrangères), Rachida Dati (Justice), Xavier Bertrand (Travail), Christine Boutin (logement et ville), Roselyne Bachelot (Santé, jeunesse et sport), Eric Besson (Prospectives).
http://www.justfrance.org/france/cannes/

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

โอ้ย ปลื้มว่ะ อัพได้แว้ว ได้จิงๆๆ เพียงแค่ลบวันที่และเวลาเท่านั้น ได้เรย เออ มีเรื่องเยอะ ไปเที่ยวเยอะ อดเรียนเยอะ (เอ้ย ไม่ใช่ ) ได้แก่ ฟามโชคชัย มันส์จิงๆๆ เราซื้อไอติมมา 6 กระป๋อง แพงอย่างโครต ป่านนี้ยังกินไม่ถึงครึ่งกระป๋องแรก เพราะ มันเสียดายมากมาย โม้แค่นี้ก่อนน้า
เฮ้ย เพิ่งอ่านสอบตรงจุฬา รู้ป่ะ แค่เป็นนักกีฬาระดับชาติ ได้เข้าแล้วอ่ะ ง่ายมาก ง่ายเกินไป ง่ายจนน่ากลัว ว่าเราจะติดหรือเปล่า
f

วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550



ใช้ชีวิตอย่าง "เพียงพอ" เพื่อความสุขที่ "พอเพียง"ที่มาจาก http://www.pooyingnaka.com
Dailynewsแก่นแท้ของชีวิตที่พอเพียงหาใช่การถอยหลังเข้าคลอง หาใช่นิยามความเชย ที่คนรักวัตถุนิยมแอบคิดอยู่ในใจ หากแต่คือการใช้ชีวิตอย่างมีเหตุผล และพอประมาณเพียงความสุขขั้นพื้นฐาน บางครั้งคนที่ได้ครอบครองกระเป๋าใบละ 5 หมื่น ก็ไม่ได้บ่งบอกอะไรนอกจากรสนิยมของเจ้าของ (ที่ดีหรือเปล่า?คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) ผู้คนเดินขวักไขว่สวนกันไปมาอย่างรีบเร่งจนลืมมองท้องฟ้า ลืมมองคนที่เดินผ่าน มองเข้าไปลึก ๆ แล้ว คนเราก็เพียงแค่วิ่งตามความสุขที่อยู่บั้นปลายชีวิตเท่านั้น ด้วยความเชื่อที่ถูกฝังแน่นอยู่ในหัวว่า ชีวิตที่ต้องทำงานและดิ้นรนแก่งแย่งเท่านั้นจึงจะอยู่รอดปลอดภัยในภายภาคหน้า บางคราวัตถุที่เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งความสุขที่มนุษย์อุปโลกน์ขึ้นมา ก็เป็นเพียงแค่ความฉาบฉวยครั้งคราว ลมพัดก็ปลิวไปตามลม นอกจากจะไม่ยั่งยืนอยู่ทนยังมาเอาจิตวิญญาณเราไปด้วย ความสุขที่ยั่งยืนไม่ได้อยู่ไกลจนถึงขนาดต้องวิ่งตาม ทุกอย่างอยู่ที่ใจ เพียงแค่เก็บเกี่ยวและเดินช้า ๆ เพื่อลองฟังเสียงหัวใจเต้นดูบ้าง ชีวิตที่ ฟูฟ่าที่ว่าดีนักหนานั้น ไม่ใช่วิถีดีที่เหมาะสมอย่างยั่งยืนแต่อย่างใด สุขแบบตูมตามครั้งเดียว แล้วหาไม่ได้อีกเลยตลอดชีวิต หรือจะสู้สุขทีละนิด แต่สุขนาน ๆ ได้ ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่เคยหรูหรา มาสู่วิถีสามัญที่ยั่งยืนดีกว่า....โดยสารอย่างหรูหรา หรือแค่ถึงที่หมายหลายคนมีรถยนต์ไว้ใช้งานจริง ๆ แต่ก็มีอีกหลายคนมีรถยนต์เป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ประดับบารมี ประโยชน์ของมันที่แท้แค่เพียงส่งเราถึงที่หมายในแต่ละวัน แต่สิ่งที่ต้องแลกคือน้ำมันอันแพงประหนึ่งทองกับมลพิษที่ต้องพ่นระบายออกไปในอากาศ หากมองถึงเพียงประโยชน์และหน้าที่ของรถยนต์ นั่งรถโดยสารประจำทางก็เหมือนกัน ถึงที่หมายได้เหมือนรถยนต์ แม้จะต้องแลกด้วยเหงื่อเพียงเล็กน้อย และอาจต้องตื่นเช้ามากกว่าเดิม ได้เดินมากขึ้น แต่สิ่งที่ได้คือ แข็งแรงขึ้น เห็นโลกมากขึ้น เพราะบนรถเมล์มีผู้คนทุกระดับประทับใจ ประหยัดขึ้น ทำให้การจราจรในเมืองหลวงแออัดน้อยลง มลพิษน้อยลง ขึ้นรถเมล์ รถไฟฟ้าไม่ได้ลำบากยากเข็ญเกินกว่าแรงเราจะรับไหว เป็นเพียงหนึ่งในกิจวัตรประจำวันที่ต้องพบเจอทุกวันเป็นเรื่องธรรมดา
กินแค่อยู่ หรือมีชีวิตอยู่เพื่อเอาแต่กินบางคนมีความสุขกับการได้กินของแพง กินของนอก ทั้งที่รสชาติและคุณค่าไม่ได้แตกต่างกัน ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตกินเพียงอิ่ม แต่ครบถ้วนไปด้วยคุณค่าสารอาหารที่จำเป็นในชีวิต บริโภคอย่างพอเพียง เพื่อให้ชีวิตอยู่ได้อย่างเพียงพอ ของแพงไม่ได้แปลว่าอร่อย ภัตตาคารหรูไม่ได้แปลว่าสะอาดกว่าฝีมือของแม่ ลองปลูกพืชผักสวนครัวกินเองดูบ้าง คุณอาจพบว่า เวลากินผลผลิตจากมือตัวเอง ความภาคภูมิใจนั้น เป็นอาหารที่อร่อยที่สุดที่หากินที่ไหนไม่ได้ในโลก
ช้อปปิ้งคือชีวิต คิดผิดมหันต์แต่ละเดือน ๆ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มเติมมาในบัตรเครดิต คือการรูดซื้อเสื้อผ้า ของประดับที่ไม่จำเป็นเลย ในชีวิต ลองพินิจดู รางวัลชีวิตที่แท้จริงที่คุณควรปรนเปรอตัวเอง ไม่ได้มีอยู่แค่ในห้างสรรพสินค้า ตัดค่าใช้จ่ายในชีวิตที่ไม่จำเป็น ที่รังแต่จะทำให้ชีวิตคุณรกรุงรัง ซื้อของเท่าที่ จำเป็น ไม่ใช่เพียงในยุคน้ำมันแพง แต่ทุกยุคทุกสมัย เรื่องประหยัดเป็นเรื่องฉลาดที่คนเราควรหัดไว้ให้เป็นนิสัย ใช้เงินประหยัด ไม่ได้หมายความว่าไม่มีใช้ แต่หมายถึงใช้เงินให้คุ้มค่า และมีประโยชน์สูงสุด
กลับสู่ธรรมชาติชีวิตฟู่ฟ่าในสังคมเมือง เป็นความโหวกเหวกท่ามกลางความโดดเดี่ยว ต่างคนต่างทำหน้าที่ ขวนขวายแก่งแย่งได้มาแทบบ้าตาย หลายครั้งหลายคนอาจฉุกคิดได้ว่า ตัวตนของคุณไม่ใช่แบบนี้ มองซ้ายเป็นตึก มองขวาเป็นถนนที่เต็มไปด้วยควัน กลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด หรือลองศึกษาธรรมชาติดูบ้าง แรงบันดาลใจดี ๆ ในการใช้ชีวิตอาจมีมากขึ้น มีคนเคยกล่าวไว้ มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ กลับคืนเมื่อไหร่ก็ไม่มีวันขวยเขิน
ใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์มีความคิดสร้างสรรค์เป็นอาวุธทางปัญญา เทรนด์การตลาดที่ร้อนแรง ก็ไม่อาจพรากเอาตัวตนของคุณกลมกลืนไปเป็นส่วนหนึ่งของการตลาดได้ มีวิจารณญาณในการบริโภค พูดง่าย ๆ คือ เลือกในสิ่งที่ชีวิตคุณต้องการ ไม่ใช่มีคนบอกว่า ชีวิตคุณต้องมีแบบนั้น ต้องการแบบนี้
‘พอใจ’ แล้ว ใจจะพอเพียง ภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ คนไทยมีอะไรหลายอย่างที่ต่างชาติไม่มี แม้ในทางกลับกัน เราก็อาจจะไม่มีในสิ่งที่เขาครบครัน ความไม่มีไม่ได้หมายความว่าขาด บางคราก็อาจจะไม่เหมาะกับวิถีของเรา ระเบิดจากภายใน มองเรื่องเล็ก ๆ ใกล้ตัว แล้วขยายวงสู่เรื่องใหญ่ ๆ ระดับชาติ ชีวิตก็ดำรงอยู่ได้อย่างที่ควรจะเป็น ไม่แก่งแย่ง ไม่แข่งขัน เพียงช่วยเหลือเกื้อกูลกัน บ้านเราทำน้ำพริกอร่อย ก็แบ่งปันให้ข้างบ้าน ขณะที่ป้าข้างบ้าน แกงรสชาติดี ก็แบ่งให้บ้านเราช่วยชิมบ้าง หรือบางทีที่ไม่มีรถยนต์ขับ อาจเป็นเพราะคุณไม่เหมาะกับการขับรถด้วยตัวเอง สินค้าแบรนด์เนมก็อาจไม่เหมาะกับบุคลิกของคุณก็เป็นได้ แก่นแท้ของความสุข ไม่มีขายที่ห้างสรรพสินค้า สั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ตก็ไม่ขาย หัวใจที่เหนื่อยล้า เพราะมัวแต่วิ่งตามหาวัตถุ ก็ไม่มีบริการสปาไว้บำบัด หากแต่ต้องปลูกรดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ย แล้วความสุขที่แท้และยั่งยืนจะงอกงามตามวิถีธรรมชาติในหัวใจของคุณเอง.ที่มาจาก http://www.pooyingnaka.com/


คณะอักษรศาสตร์ หรือ คณะศิลปศาสตร์ ชื่อคณะภาษาอังกฤษใช้ Arts เหมือนกัน แต่ชื่อภาษาไทยต่างกันสำหรับ อักษร จุฬาฯ มีจะสาขาวิชาที่ให้เลือกเป็น ภาษาไทย (เรียนภาษาและวรรณคดีไทยอย่างละเอียดยิบ)ภาษาอังกฤษ (ทอปฮิต บางคนเลือกไม่ได้ตอนจะขึ้นปี2 ถึงซิ่วเข้าใหม่เผื่อจะได้เอกอิ้งก็มี) ภาษาตะวันตก (พวกเยอรมัน-ฝรั่งเศส-สเปน-อิตาเลียน-โปรตุเกส) ภาษาตะวันออก (พวกญี่ปุ่น-จีน-เกาหลี-เวียตนาม-มาเลย์-บาลี-สันสกฤต) ภาษาศาสตร์ (เรียนหลักการออกเสียง ธรรมชาติของภาษาของมนุษย์)ประวัติศาสตร์ปรัชญาศิลปการละคร (เรียนหลักการแสดง ละครเวที การเขียนบท กำกับ ออกแบบ ฯลฯ นาเดีย นิมิตรวานิต จบจากภาคนี้)บรรณารักษศาสตร์ (หลักการการจัดการห้องสมุด)ภูมิศาสตร์ (ไม่ใช่แค่ที่ใช้เอ็นแน่)วรรณคดีเปรียเทียบสำหรับจะทำงานอะไร คณะเค้าบอกมาว่าด้านวิชาการ : อาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย นักเอกสารสนเทศ นักจดหมายเหตุ นักสารนิเทศ เจ้าหน้าที่แผนที่ เจ้าหน้าที่ผังเมือง ด้านธุรกิจ : ผู้บริหาร เลขานุการ พนักงานบริษัท พนักงานธนาคารและสถาบันการเงิน พนักงานธุรกิจโรงแรม ด้านสื่อสารมวลชน : นักการละคร นักการโฆษณา บรรณาธิการ นักหนังสือพิมพ์ นักประชาสัมพันธ์ ด้านต่างประเทศ : นักการฑูต ล่ามและนักแปล ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศ มัคคุเทศก์ พนักงานสายการบิน อาชีพอิสร : นักเขียน นักแปล นักข่าว นักวิจารณ์ สรุปก็คือ งานที่ต้องใช้ภาษา หรือติดต่อกับต่างประเทศ ประมาณนั้นจาก http://www.arts.chula.ac.th
คำศัพท์ [vocabulaire] :
- défendre qqn / qqch (v.) = ปกป้อง, คุ้มครอง / défendre à qqn de + inf. = ห้ามไม่ให้ใครทำอะไร / défense (n.f.) = การปกป้องคุ้มครอง, การห้าม / défenseur (n.m.) = ผู้ปกป้อง, ผู้คุ้มครอง, ผู้ต่อสู้เพื่อปกป้อง...
- sans doute [= peut-être] = บางที, อาจจะ
- terme (n.m.) = 1. คำศัพท์, สำนวน 2. บั้นปลาย, ข้อกำหนด : C'est un projet à long terme. [นี่เป็นโครงการระยะยาว] / Mener quelque chose à terme = ดำเนินการจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี : Il faut mener à terme la réforme. [เราต้องดำเนินการปฎิรูปให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี]
- manifestation (n.f.) = การแสดงให้เห็น, การเดินขบวนคัดค้าน / manifester (v.) = แสดงให้เห็นถึง / manifestant (n.m.) = ผู้เดินขบวนคัดค้าน
- agression (n.m.) = การรุกราน, การเข้าทำร้าย / agresseur (n.m) = ผู้รุกราน / agressif (adj.) = ที่รุกราน, ที่ก้าวร้าว / agresser (v.) รุกราน, เข้าทำร้าย
- anxiété (n.f.) = ความกังวล, อาการจิตกังวล / anxieux (adj.) = วิตก, กังวล, เป็นห่วง
- intense (adj.) = เข้มข้น, มากมาย, ใหญ่โต, รุนแรง, (หนาว) จัด / intensité (n.f.) = ความเข้มข้น, ความแรงจัด
- effort (n.m.) = ความพยายาม, ความอุตสาหะพากเพียร, ความบากบั่น / s'efforcer de + inf = เพียรพยายามที่จะ, ตะเกียกตะกาย...
- provoquer (v.) = ก่อให้เกิด, ยั่วยุ / provocation (n.f.) = / provocateur (adj.et n.) = / provocant (adj.) = ยั่วยุ, กวนโทโส, เต็มไปด้วยเสน่ห์
- réaction (n.f.) = ปฎิกริยา, การมีปฎิกริยาโต้ตอบ : C'est un avion à réaction. [นี่เป็นเครื่องบินไอพ่น] / réagir (v.) = (มีปฎิกริยา)โต้กลับ / réacteur (n.m.) = ท่อไอพ่นเครื่องบิน, เตาปฏิกรณ์ปรมนู : Cet avion a 4 réacteurs. [เครื่องบินลำนี้มีท่อไอพ่น 4 ท่อ]
- respirer (v.) = หายใจ / respiration (n.f.) = การหายใจ / respiratoire (adj.) = ที่เกี่ยวกับการหายใจ / aspirer (v.) ou inspirer (v.) = หายใจเข้า / expirer (v.) = หายใจออก
- transpirer (v.) = เหงื่อออก / transpiration (n.f.) = อาการเหงื่อออก
- détendu (adj.) = ผ่อนคลาย / se détendre (v.) = ผ่อนคลาย, คลายเครียด # tendre (v.) = ยื่นออกไปให้ตึง / tendu (adj.) = ตึงเครียด / tension (n.f.) = ความตึงเครียด
- contrôler (v.) = ควบคุม, ตรวจสอบ / contrôle (n.m.) = / contrôlable (adj.) = # incôntrolable (adj.) = / contrôleur (n.m) = ผู้กำกับควบคุม, ผู้ตรวจสอบ
- facteur (n.m.) = 1. ตัวประกอบ, ปัจจัย 2. บุรุษไปรษณีย์
- lutter (contre qqch / qqn) (v.) = ต่อต้าน / lutte (n.f.) = 1. การต่อสู้ 2. กีฬามวยปล้ำ
- paniquer (v.) = ตื่นตระหนก, แตกตื่น, อลหม่าน / paniqué (adj.) = ที่ตื่นตระหนก : Une foule paniquée / panique (n.f.) = ความตื่นตระหนก, การแตกตื่น : Les passants ont été pris de panique en voyant l'incendie. [ผู้คนที่ผ่านไปมาต่างตี่นตระหนกเมื่อเห็นเพลิงไหม้]
- limité (adj.) = ที่ถูกจำกัด, ที่ถูกกำหนดไว้ / limiter (v.) = จำกัด / limite (n.f.) = การจำกัด, ข้อจำกัด
- s'habituer à qqch ou à faire qqch = ทำให้ตนเองคุ้นเคยกับ...
- surmonter qqch (v.) = เอาชนะ...
- point fort = จุดแกร่ง, จุดเด่น # point faible = จุดอ่อน, จุดด้อย
- efficace (adj.) = ที่มีประสิทธิภาพ / efficacement (adv.) = อย่างมีประสิทธิภาพ / efficacité (n.f.) = ความมีประสิทธิภาพ / inefficace (adj.) = ที่ไม่มีประสิทธิภาพ / inefficacité (n.f.) = ความไม่มีประสิทธิภาพ
- malgré (prép.) = ทั้งๆที่...[ใช้แสดงความขัดแย้ง] : Elle s'est promenée en ville malgré la pluie. [หล่อนไปเที่ยวในเมืองทั้งๆที่ฝนตก]
- profond (adj.) = ลึก, ล้ำลึก / profondément (adv.) = อย่างลึกๆ, (หลับ)สนิท / profondeur (n.f.) = ความลึก
- se relaxer (v.) = ผ่อนคลาย, ทำให้สบาย / relaxant (adj.) = ที่ผ่อนคลาย, ที่รู้สึกสบายๆ / relaxation (n.f.) = การผ่อนคลาย : J'ai besoin d'un moment de relaxation. [ฉันต้องพักสักครู่]
- vide (adj. et n.m.) = ว่างเปล่า, ความว่างเปล่า # plein (adj.) = เต็ม
- exceptionnel, exceptionnelle (adj.) = ที่ยกเว้น, เป็นกรณีพิเศษ / exceptionnellement (adv.) = เป็นพิเศษ / exception (n.f.) = ข้อยกเว้น, การยกเว้น : / excepté (prép.) = ยกเว้น : Le restaurant est ouvert tous les jours excepté le lundi.
- effet (n.m.) = ผล, ผลที่มีต่อ... : Ce médicament n'a aucun effet sur le malade. [ยานี้ไม่มีผลใดๆต่อคนป่วย] / - en effet (locution adverbiale) = 1. ด้วยเหตุผลที่ว่า [= car, parce que..] : Il ne sera pas là demain, en effet il est parti en vacances. [พรุ่งนี้เขาจะไม่อยู่เพราะว่าเขาไปพักผ่อนวันหยุดแล้ว] 2. จริงด้วย [ใช้เสริมคำกล่าวที่กล่าวมาก่อนว่าเป็นจริงดังนั้น] : Il se disait malade et il était en effet malade. [เขาบอกว่าตัวเขาป่วยแล้วเขาก็ป่วยจริงๆด้วย]
- des nuits pas grandes du tout = คืนอันแสนสั้น [= ที่ได้นอนน้อยมาก]
- en caractère gras = ที่เป็นอักษรตัวหนา
- remède (n.m.) = ยา, การเยียวยา, การแก้ไข
- durer (v.) = กินเวลา, (เวลา)ยืดออกไป, คงทนอยู่ : La vie ne dure pas ! [ชีวิตนั้นไม่จีรังยั่งยืน = ทุกชีวิตต้องตาย]
- geste (n.m.) = อากัปกริยา, การกระทำ
- rassurer qqn (v.) = ทำให้ใครมั่นใจหรือสบายใจ
- confus (adj.) = สับสน, ที่ไม่ชัดเจน : La situation politique est encore confuse. [สถานการณ์ทางการเมืองยังสับสน, ยังขาดความชัดเจน] , Il a un esprit confus. [เขามีสภาพจิตใจที่สับสน]

วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2550

เออ ไม่มีคำบรรยายใดด ๆๆ ให้ฟังแล้วลึกซึ้ง ไม่ต้องบรรยายอะไร ให้ดีเลิศเลอ

เออ ไม่มีเหตุผลไรให้ฉันต้องฝันใฝ่ แค่รู้ว่าทุกข์ใจ แค่นั้นพอ

เออ อยากตายอ่ะ

เออ เพิ่งเข้าค่ายเสร็จล่ะ นานเป็นชาติเรย แต่ก้อหนุดดีอ่ะน่ะ


"9 เทคนิค ฝึกสมองไบรท์ "
โดย วนิษา เรซ ผู้วชาญด้านอัจฉริยภาพจาก ม.ฮาร์วาร์ดผู้หญิงสมัยนี้ อยากสวย ฉลาด และสุขภาพดี ทุกคนจึงพากันดูแลรูปร่าง ด้วยการออกกำลังกาย เคร่งครัด เรื่องอาหารการกิน แต่ไม่เคยมีใครสนใจว่าจะดูแลสมองอย่างไรให้มีสุขภาพดี ทั้งที่สมอง เป็นอวัยวะที่ตัดสินใจทุกเรื่องของชีวิต เราจึงควรเอกเซอร์ไซส์สมองให้ไบรท์ด้วยเทคนิคง่าย ๆ ต่อไปนี้
1. จิบน้ำบ่อย ๆ (Drink water very often) สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เ่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเ่ยว ซึ่งส่ง ผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ
2. กินไขมันดี (Enjoy good Omega 3) คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วยปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที (Meditation 12 min a day) หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุดๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน
4. ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention) การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิด ขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ (Laugh and Smile) ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้น ให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday) สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็น โดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และ สร้างสรรค์ ไปเรื่อยๆเมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress) ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง
8. เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things inlife every day) ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
9. ฝึกหายใจลึก ๆ (Deep breath) สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยาย ใหญ่ สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 %การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม
ที่มาhttp://fwmail.teenee.com/


vaincre (v.) [pp = vaincu] = ชนะ, เอาชนะ : Tu dois vaincre ta timidité pour parler en public. / vainqueur (n.m.) = ผู้ชนะ : Qui a été le vainqueur du Tour de France de cette année ? / vaincu (n.m.) = ผู้แพ้ : Malheur aux vaincus !
- stress (n.m.) = ความเครียด : Certains de mes élèves ont trop de stress, cela empêche de bien travailler ! / stresser (v.) = ทำให้เครียด : Tu me stresses avec toutes tes questions ! / stressé (adj.) = รู้สึกเครียด : Je suis stressé par les résultats ! / stressant (adj.) = ที่เครียด : J'ai un travail stressant en ce moment !
- avoir mal (à) + ส่วนต่างๆของร่างกาย (loc. verbale) = รู้สึกเจ็บ, รู้สึกปวดที่... : Elle n'est pas en bonne santé : elle a souvent mal partout. / faire mal (à) + ส่วนต่างๆของร่างกาย (loc. verbale) = ทำให้เจ็บ หรือปวดที่ [คลิก ... ดูคำศัพท์เพิ่มเติมเกี่ยวกับส่วนต่างๆของร่างกาย ... แล้วอยากเจ็บหรืออยากปวดที่ไหนก็เชิญ]
- Ce n'est pas la peine (loc. verbale) = ไม่จำเป็น(ต้องลำบาก) : Ce n'est pas la peine de s'inquiéter, tout se passera bien.
- Ça ira ! (รูป futur ของ Ça va !) = เดี๋ยวก็จะดี หรือสบายดี (เดี๋ยวก็ไม่เป็นอะไรแล้ว)
- se reposer (v.) = พักผ่อน : Je suis fatigué, j'ai envie de me reposer. / repos (n.m.) = การพักผ่อน : Tu travailles trop, papa. Tu as besoin de repos !
- remercier qqn (de /pour qqch)(v.) = ขอบคุณใครสำหรับ : Je te remercie de ton aide.
- indice (n.m.)= ร่องรอย, เครื่องชี้บอก, ดัชนี : L'enquête piétine, la police n'a pas beaucoup d'indices. / À la Bourse, l'indice a gagné 2,5 % [ที่ตลาดหุ้น ดัชนีเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5]- vide (adj. et n.m.)= ว่าง, ความว่างเปล่า : La classe était vide quand je suis arrivé. / N'est-ce pas nous vivons aujourd'hui dans le vide. [ทุกวันนี้มิใช่ว่าเรามีชีวิตอยู่ในความว่างเปล่าหรอกหรือ] / vider (v.) = ทำให้ว่างเปล่า : J'avais très soif et j'ai vidé le verre d'eau d'un seul coup. [ฉันกระหายน้ำมาก แล้วฉันก็ดื่มน้ำรวดเดียวจนเกลี้ยงแก้ว]
- vide (adj. et n.m.) = ว่างเปล่า, ความว่างเปล่า : La classe était encore vide quand je suis arrivé ce matin. / N'est-ce pas vivons-nous aujourd'hui dans le vide ? [ทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าพวกเราอยู่ในความว่างเปล่าหรอกหรือ ?] / vider (v.) = ทำให้ว่างเปล่า : J'avais très soif et j'ai vidé le verre d'eau d'un seul coup. [ผมกระหายน้ำมาก แล้วผมก็ดื่มน้ำในแก้วจนเกลี้ยงในรวดเดียว] # plein (adj.) = เต็ม : Il y a la pleine lune ce soir. [คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง] /en plein air = กลางแจ้ง : Nous aimons faire des activités en plein air. /en pleine nuitr = กลางดึก : Je me réveille souvent en pleine nuit. [ผมตื่นขึ้นกลางดึกบ่อยๆ]
- effacer (v.)= ลบออกไป, ทำให้หายไป : Le professeur efface le tableau avant de réécrire. / J'efface tout et j'oublie !
- trace (n.f.)= ร่องรอย : Il y a des traces de rouge à lèvres sur ce verre. [มีรอยลิปสติกอยู่บนแก้วใบนี้น] / tracer (v.)= ทำให้เป็นเส้นหรือเป็นรอย : Le professeur trace un cercle sur le tableau. [ครูลากเส้นเป็นรูปวงกลมบนกระดาน]

วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2550


ปิดเทอมแว้ว อยู่บ้านเฉยๆๆ หรือไม่ ไม่เร้ย โฮะๆๆ มีเวลานอน มากมาย ง่ะ พึ่งยืมหนังสือมาจากห้องสมุด หนังสือเตรียมแอด ดูดุ ดูเป็นคนดี 55+ เปล่าเรย ถึงเวลาเนี่ย จะอ่านได้หมดเปล่าไม่รู้


"où" means where. Here are examples that will help you understand how to use "où". It is the same as in English:
There is a grave accent on "où" to tell the difference with "ou" (or) but the pronunciation remains the same.
Où habitez-vous ?Where do you live?
Où partez-vous en vacances ?Where do you go on holidays?
D'où viennent-ils ?Where are they from?
venir de quelque partto come from somewhere


อังกฤษที่ไม่ใช่แค่อังกฤษ

สหราชอาณาจักร (The United Kingdom) หรือที่รู้จักกันในนามของประเทศอังกฤษ ประกอบไปด้วย 4 ประเทศ คือ อังกฤษ (England) สก๊อตแลนด์ (Scotland) เวลส์ (Wales) และไอร์แลนด์ (Northern Ireland) โดยพื้นที่ทั้ง 3 ประเทศ ตั้งอยู่บนเกาะเดียวกัน เรียกว่า Great Britain ส่วนของประเทศไอร์แลนด์ (Northern Ireland) ตั้งอยู่แยกออกไปทางตะวันตกของประเทศ โดยมีทะเลไอริชเป็นตัวคั่นประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่มีความเจริญ ทั้งทางด้านวัฒนธรรม ศิลปะ อุตสาหกรรม และการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการศึกษาของประเทศอังกฤษ จัดได้ว่าเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา ซึ่งมีห้องสมุด และแหล่งค้นคว้าทางวิชาการมากมาย ให้แก่ผู้สนใจ จึงไม่แปลกเลยที่จะมีผู้ให้ความสนใจมาศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษเป็นจำนวนมากในแต่ละปี นอกเหนือจากประวัติศาสตร์ และระบบการเมืองการปกครองที่มีมายาวนานับศตวรรษ ประเทศอังกฤษยังจัดได้ว่าเป็นประเทศที่มีภูมิประเทศที่สวยงาม ทั้งธรรมชาติ รวมไปถึงงานสถาปัตยกรรมเก่าแก่ เช่น ปราสาท และพระราชวังต่างๆ ลักษณะภูมิประเทศถึงแม้ว่าประเทศอังกฤษจะมีพื้นที่ไม่มากนัก แต่ลักษณะของภูมิประเทศก็มีความแตกต่างกันออกไป เช่น พื้นที่ทางตอนเหนือและด้านตะวันตกของประเทศ จะมีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง ส่วนทางด้านใต้ และด้านตะวันออก จะมีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบสภาพภูมิอากาศประเทศอังกฤษมีสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ความน่าสนใจของสภาพภูมิอากาศของประเทศอังกฤษคือ แม้ประเทศอังกฤษจะมีพื้นที่เล็กน้อย แต่สภาพอากาศในแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกันออกไป เช่น ทางตะวันตกจะมีฝนและอุ่นมากกว่าทางตะวันออก หรือในทางเหนือของประเทศจะหนาวกว่าทางใต้ เป็นต้น ฤดูกาลแบ่งออกเป็น 4 ฤดูกาลคือ ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูหนาวภาษา ประชากรและ ศาสนาภาษาอังกฤษเป็น ภาษาทางราชการ และเป็นภาษาสากลที่มีผู้ใช้ในการสื่อสาร มากที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างทางด้าน เชื้อชาติ วัฒนธรรมและศาสนา เช่น มุสลิม ยิว คริสต์ เป็นต้น ทั้งนี้เป็นเพราะมีผู้คนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานพำนักกันในประเทศอังกฤษเป็นจำนวนมาก จำนวนประชากรโดยรวมของประเทศอังกฤษ ประมาณ 60 ล้านคน ระบบการปกครองการบริหารการปกครองของประเทศอังกฤษ แบ่งออกเป็น 6 เขตหลัก1. ลอนดอนและย่านชานเมือง2. การปกครองแบบหนึ่งเดียว3. เขตสภา4. มณฑลนครหลวง5. มณฑล6. ประเทศไอร์แลนด์เหนือ สกุลเงินหน่วยเงินตราของอังกฤษเป็น ปอนด์เสตอริง (GBP) หรือ 1 ปอนด์เสตอริง = 100 เพนนี (p)ธนบัตรมีให้แลกฉบับละ50, 20, 10, 5, และเหรียญ 50p, 20p, 10p, 5p และ 1p 1 ปอนด์เสตอริง = 74 บาท (ตามอัตราแลกเปลี่ยน)